จากหัตถกรรมท้องถิ่นสู่แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

คุณรู้หรือไม่ว่า…ร่มบ่อสร้างไม่ใช่เป็นเพียงหนึ่งในสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ของเชียงใหม่เท่านั้น แต่ยังใช้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ได้รับการรับรองโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ยังถูกระบุเอาไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า ร่มบ่อสร้าง ที่เป็นอัตลักษณ์ของล้านนาจะต้องเป็นร่มที่ผลิตในเขตอำเภอดอยสะเก็ด และอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เท่านั้น พูดง่ายๆ ว่าหากร่มชนิดนี้ถูกผลิตขึ้นในท้องที่อื่น เราจะไม่เรียกกันว่าร่มล้านนา

แล้วร่มกระดาษสาล้านนาต้องเป็นอย่างไร มีความพิเศษต่างจากร่มอื่นตรงไหน เหตุใดจึงกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ของเชียงใหม่ไปได้

เราจะพาคุณมารู้จักกับร่มชนิดนี้ให้มากยิ่งขึ้น

ในอดีตการผลิตร่มกระดาษสาล้านนา หรือ ร่มบ่อสร้างนี้ จะมีการทำในลักษณะของหัตถกรรมภายในครัวเรือน โดยการรวมกลุ่มของชาวบ้านในเขตอำเภอดอยสะเก็ด และอำเภอสันกำแพง จะทำชิ้นส่วนต่างๆแล้วนำมาประกอบกันหลังจากว่างเว้นจากการทำไร่ไถนา เพื่อเป็นอาชีพเสริมรายได้ นอกเหนือจากอาชีพหลักคือการเกษตร และแบ่งกันไปทำองค์ประกอบร่มตามความถนัด เช่น หมู่บ้านสันพระเจ้างามทำหัวร่มและตุ้มร่ม, บ้านออนทำโครงร่ม, บ้านแม่ฮ้อยเงินผลิตด้ามร่ม, บ้านต้นเปาผลิตกระดาษสา เป็นต้น โดยบ้านบ่อสร้างจะเป็นแหล่งนำชิ้นส่วนมาประกอบกันเป็นร่มสำเร็จรูป ซึ่งต้องติดด้วยยางตะโก เมื่อแห้ง จะเคลือบด้วยน้ำมันมะหมื้อ (ทำจากลูกไม้พื้นถิ่นชนิดหนึ่งที่สามารถสกัดเป็นน้ำมันได้) เพื่อให้ร่มสามารถกันแดดกันฝนได้ จากนั้นจึงจะลงลวดลายสีสัน

ยุคแรกของการทำร่มบ่อสร้างนั้นยังเป็นการผลิตเพื่อใช้เองในครัวเรือน รวมทั้งการทำขึ้นมาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา  และในพิธีกรรมต่างๆ ต่อมาจึงได้พัฒนาร่มหลายรูปแบบ จากร่มขนาดเล็กจนถึงร่มสนาม และที่หุ้มด้วยผ้าฝ้ายและผ้าแพร และจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป  โดยจำหน่ายตามหมู่บ้าน, อำเภอ และต่างจังหวัด

จนกระทั่งเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ความนิยมของร่มบ่อสร้างค่อยๆ ลดความนิยมลง เนื่องจากใช้โครงจากไม้ไผ่ และส่วนประกอบจากไม้ไผ่ ดูจะไม่ทนทานเท่าร่มสมัยใหม่ที่ทำจากโครงเหล็ก หุ้มด้วยผ้าไนลอน  หุบเก็บง่าย สะดวกต่อการพกพา ประกอบกับประสบปัญหาด้านการตลาดและการควบคุมคุณภาพ อาทิ เก็บไว้นาน สีร่มจะติดกัน หรือมีมอดมาทำลายไม้ไผ่ ส่งผลให้กำไรจากการทำร่มยิ่งลดน้อยลง ไม่เพียงพอกับการเลี้ยงชีพ จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านที่เคยยึดอาชีพการทำร่ม หันไปประกอบอาชีพอื่น อาทิ การทำเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ส่งผลให้คนที่ยังทำร่มอยู่เหลือเพียงไม่กี่หลังคาเรือน

ด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเหล่านี้ จึงทำให้ คุณถวิล บัวจีน อดีตเคยเป็นมัคคุเทศก์หนุ่มที่เติบโตขึ้นมาในพื้นที่บ้านบ่อสร้างมองว่า ร่มบ่อสร้าง ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ของท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นศิลปหัตถกรรมที่สืบทอดกันมายาวนานจะเกิดสูญหายไป หากไม่มีการสืบสานต่อ จึงรวบรวมชาวบ้านที่เคยทำร่มมาก่อนให้หันกลับมาประกอบอาชีพการทำร่มขึ้นมาอีก  และเพื่อให้อาชีพนี้ยั่งยืน  มีรายได้ แน่นอน และเพื่อให้ง่ายต่อการความคุมคุณภาพ จึงก่อตั้ง ‘ศูนย์อุตสาหกรรมทำร่ม’ ขึ้นเมื่อปี 2521  (ค.ศ. 1978) เพื่อเป็นศูนย์รวมของช่างทำชิ้นส่วนร่มจากทุกหมู่บ้าน ให้มาอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน

คุณกัณณิกา บัวจีน บุตรสาวของคุณถวิล บัวจีน ในฐานะผู้สานต่อเจตนารมณ์ และผู้จัดการบริษัท ศูนย์ทำร่ม (1978) จำกัด เล่าถึงการก่อตั้งศูนย์ร่มบ่อสร้างเมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้วให้ฟังว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเวลานั้นชาวบ้านเริ่มหันไปประกอบอาชีพอื่นที่สร้างรายได้ดีกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า บวกกับความนิยมของร่มกระดาษก็ลดลงเรื่อยๆ การกลับมาฟื้นฟูการทำร่มของคุณพ่อนั้น ทำให้ชาวบ้านสบประมาทว่าเป็น ‘คนบ้า’ เพราะใครๆ เขาเลิกทำร่มเกือบหมด แต่คุณพ่อก็มีความมุ่งมั่นที่จะสืบสานให้ร่มบ่อสร้างที่เป็นศิลปหัตถกรรมนี้ ให้เป็นมรดกตกทอด แก่ลูกหลานในชุมชนสืบต่อไป

“คุณพ่อเล่าว่าได้ความคิดมาจากประสบการณ์ที่นำนักท่องเที่ยวไปชมสินค้าหัตถกรรมในพื้นที่ต่างๆ นักท่องเที่ยวมีความตื่นเต้นเมื่อได้เห็นขบวนการผลิตทุกขั้นตอน จึงมองว่างานหัตถกรรมเป็นงานที่ต้องอาศัยจิตวิญญาณเป็นอย่างมาก รวมทั้งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี จึงชักชวนชาวบ้านที่กำลังจะเลิกอาชีพทำร่มไปแล้ว หันมาประกอบอาชีพนี้อีก โดยวางขั้นตอนของขบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นตอนสุดท้าย เพื่อแสดงให้นักท่องเที่ยวเห็นว่ากว่าจะมาเป็นร่มคันหนึ่ง ต้องผ่านการผลิตที่พิถีพิถันอย่างไรบ้าง เมื่อนักท่องเที่ยวได้มาเห็นกระบวนการเหล่านี้ก็เกิดความประทับใจ และสร้างชื่อเสียงให้ร่มบ่อสร้างกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง”

ปัจจุบัน ถือได้ว่าร่มบ่อสร้าง เป็นเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นชุมชนทำร่มแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

 

ประวัติส่วนตัวของผู้ก่อตั้ง

สำหรับคุณถวิล บัวจีน นั้น ไม่เพียงแต่มีความสนใจในแง่ของการอนุรักษ์การทำร่มเท่านั้น ประวัติส่วนตัวยังเป็นแบบอย่างให้กับอนุชนรุ่นหลังในแง่ของความอุตสาหะ มุมานะ และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

คุณถวิล เกิดที่บ้านบวกเป็ด (หมู่บ้านติดกับหมู่บ้านบ่อสร้าง) สมัยเรียนอยู่ชั้นประถมโรงเรียนบ้านบ่อสร้าง ในเวลาว่างมักจะมาช่วยพี่ชายเข็นรถขายน้ำแข็งใสอยู่เสมอ เมื่อเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เมืองเชียงใหม่ ต้องถีบจักรยานจากหมู่บ้านไปเรียนในเมืองด้วยระยะทางไป-กลับกว่า 20 กิโลเมตร ประกอบกับสถานะทางบ้านที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ช่วงปิดภาคเรียน คุณถวิลจึงหารายได้พิเศษด้วยการเช่าจักรยานสามล้อ เพื่อบริการรับ-ส่งผู้โดยสารบ้าง รับจ้างสนด้ายร่มบ้าง (ในขณะนั้นรายได้จากการสนด้ายร่มอยู่ที่ประมาณคันละ .10-.25 สตางค์ ขึ้นอยู่กับขนาดของร่ม) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา

หลังจากจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ด้วยสถานะภาพทางบ้านยากจน ทำให้ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ  จึงได้สมัครทำงานเป็นเด็กท้ายรถประจำทางสายเชียงใหม่-สันกำแพง เพื่อต้องการจะฝึกขับรถไปในตัว หลังจาก 1 ปี ผ่านไป เมื่อสามารถขับรถยนต์จนกระทั่งสอบใบขับขี่ได้  จึงไปสมัครงานในตำแหน่งพนักงานขับรถสำหรับนักท่องเที่ยว ที่โรงแรมรถไฟ เชียงใหม่ โดยได้รับค่าจ้างครั้งแรกเดือนละ 450 บาท พร้อมเบี้ยเลี้ยงหากมีการออกทัวร์อีกวันละ 10 บาท

ตลอดระยะเวลาการขับรถทัวร์ ได้พานักท่องเที่ยวไปในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเชียงใหม่, เชียงราย, สุโขทัย, พิษณุโลก โดยมีมัคคุเทศก์คอยบรรยายตลอดทาง  คุณถวิลจึงใช้โอกาสนี้เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ทั้งการจดบันทึก หาหนังสือมาอ่านเพิ่มเติม และขอให้มัคคุเทศก์ช่วยสอน

เมื่อทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีการจัดอบรมมัคคุเทศก์รุ่นที่ 1 ขึ้นในปี พ.ศ. 2515 คุณถวิลจึงเห็นโอกาสที่จะได้ขยับตัวเองจากพนักงานขับรถ  มาเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยว ในขณะนั้นมีผู้เข้าอบรมประมาณ 60 คน แต่สอบผ่านเพียง 48 คน คุณถวิลก็เป็นหนึ่งในผู้สอบผ่าน ชีวิตมัคคุเทศก์ของเขาจึงเริ่มต้นขึ้นหลังจากนั้น

ตลอดระยะเวลาที่ได้พานักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในแถบภาคเหนือ คุณถวิลสังเกตเห็นว่า นอกเหนือจากศาสนสถานแล้ว นักท่องเที่ยวยังให้ความสนใจงานหัตถกรรมพื้นบ้าน อาทิ การทอผ้าไหม, ผ้าฝ้าย, การทำเครื่องปั้นดินเผา, การแกะสลักไม้, การทำเครื่องเงิน เครื่องเขิน และการทำร่ม

ระหว่างการเป็นมัคคุเทศก์ คุณถวิลสะสมเงินไว้จำนวนหนึ่ง จึงได้ซื้อรถเป็นของตัวเองในราคาประมาณ 15,000 บาท สำหรับใช้หารายได้พิเศษจากงานประจำ รวมทั้งในช่วง Low Season จนได้รู้จักกับนักธุรกิจใบยาสูบชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งที่จะต้องมาทำงานอยู่เมืองไทยปีละ 6 เดือน นักธุรกิจกลุ่มนี้ได้ชักชวนคุณถวิลให้มาทำงานด้วย ทั้งในตำแหน่งพนักงานขับรถและล่าม

ตลอดเวลา 5 ปีที่ทำงานพิเศษร่วมกับกับชาวญี่ปุ่น คุณถวิลได้ติดตามและเรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจจากชาวญี่ปุ่นมาโดยตลอด จึงทำให้อยากเริ่มธุรกิจของตนเองดูบ้าง และนี่คืออีกหนึ่งแรงผลักดันให้เกิดศูนย์อุตสาหกรรมทำร่มบ่อสร้างขึ้นมา และดำเนินการด้วยความเชื่อมั่นในคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมองค์ความรู้สืบต่อกันมาช้านาน