ทางรุ่งทางรอดของร่มบ่อสร้าง

ครั้งหนึ่งเมื่อ 40 ปีก่อน ร่มบ่อสร้างเกือบเหลือเพียงตำนานไปแล้ว แต่กลับฟื้นขึ้นมาด้วยฝีมือและมุมมองอันกว้างไกลของ คุณถวิล บัวจีน ผู้ก่อตั้งศูนย์อุตสาหกรรมทำร่ม เมื่อปี พ.ศ. 2521 หรือ ค.ศ. 1978 หรือ บริษัท ศูนย์ทำร่ม(1978) จำกัด ในปัจจุบัน จนกลายเป็นสินค้าหัตกรรมที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของล้านนา และเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาไปทั่วโลก

ถึงปัจจุบัน ร่มบ่อสร้างดำเนินมาถึงความท้าทายอีกครั้ง ด้วยการเข้ามาของเทคโนโลยี และการตลาดแบบออนไลน์ ที่ใครๆ ก็สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาได้ง่าย พร้อมมีตลาดออนไลน์รองรับ การจะขายร่มบ่อสร้างในรูปแบบเดิมๆ อาจจะดูล้าสมัยไปแล้ว คุณนก-กัณณิกา บัวจีน ผู้บริหารศูนย์ทำร่มฯ รุ่นปัจจุบัน เล็งเห็นถึงปัญหานี้เช่นกัน แต่การสร้างตลาดขายร่มบนโลกออนไลน์อาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุด แต่สิ่งที่เป็นโจทย์ท้าทายคือจะทำอย่างไรให้ร่มบ่อสร้างยังขายได้ โดยไม่ทิ้งตัวตนดั้งเดิม คุณนกบอกว่าในปัจจุบันแม้ว่าเทรนด์ของงานคราฟท์จะกำลังมาแรง แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการงานหัตถกรรมทุกที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่คือเรื่องของวัตถุดิบดั้งเดิมเริ่มร่อยหรอ “การทำร่มล้านนาของศูนย์ทำร่มฯ เราพยายามรักษาเอกลักษณ์และวิธีการทำร่มแบบดั้งเดิมเอาไว้ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ปรับเปลี่ยนวัตถุดิบบางอย่าง เช่นสมัยก่อนใช้สีจากธรรมชาติ แต่ตอนนี้ก็ต้องปรับมาใช้สีสำเร็จรูป รวมทั้งไม้ที่ใช้เป็นส่วนประกอบร่มเคยหาได้จากหัวไร่ปลายนา แต่ตอนนี้ท้องนากลายเป็นเมืองหมดแล้ว ก็ต้องสั่งไม้เข้ามาจากที่อื่น หรือแม้กระทั่งไม้ไผ่ที่เป็นส่วนประกอบหลัก เราแก้ปัญหานี้ด้วยการปลูกสวนไผ่ของตัวเองขึ้นมาเพื่อใช้งานโดยเฉพาะ และยังสามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้ตั้งแต่ต้นทาง”

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเคลือบร่ม ในอดีตร่มล้านนาสามารถกางกันฝนกันแดดได้ เนื่องจากใช้ยางตะโก, น้ำมันมะมื้อ (น้ำมันมะพอก หรือ น้ำมันตังอิ๊ว) มาผสมกับสีก่อนทาเคลือบร่ม แต่ด้วยปัญหาเรื่องของกลิ่นและน้ำหนักของร่ม ในปัจจุบันทางศูนย์ทำร่มฯ จึงคิดค้นต่อยอดพัฒนางานสิ่งทอนาโน ร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. / NSTDA ) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  จนได้ร่มผ้านาโน (Nano Umbrella) ที่เป็นสูตรเฉพาะสำหรับศูนย์ทำร่มฯ ซึ่งสามารถกันรังสียูวี และกันน้ำได้ถึง 70% เพราะหากกันน้ำได้ 100% ร่มจะไม่สามารถเขียนลวดลายอันเป็นเสน่ห์ของร่มบ่อสร้างล้านนาได้ ซึ่งนับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับสินค้าพื้นเมืองอย่างร่มบ่อสร้างได้เป็นอย่างดี

คุณนก เล่าว่า ความตั้งใจเริ่มต้นในการดำเนินธุรกิจของศูนย์ทำร่มฯ คือ ‘การคงเอกลักษณ์ และการสืบสานหัตถกรรมการผลิตร่มบ่อสร้าง ให้เป็นธุรกิจคู่กับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน’ ซึ่งยึดถือมาตลอดตั้งแต่รุ่นของคุณพ่อ โดยแรกเริ่มนั้นการก่อตั้งศูนย์ทำร่มฯ เพื่อต้องการอนุรักษ์วิธีการทำร่มตามแบบอย่างที่บรรพบุรุษของหมู่บ้านเคยทำมาแต่ครั้งโบราณไว้มิให้สูญหายไป รวมถึงช่วยฟื้นฟูสนับสนุนผู้ที่เคยประกอบอาชีพด้านนี้มาก่อน และได้เลิกราไปให้หันมาประกอบอาชีพนี้อีก โดยให้มีรายได้พอเพียงกับสภาพการครองชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นยิ่งกว่าเดิม การส่งเสริมกิจการด้านธุรกิจท่องเที่ยว และการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ เหล่านี้ไม่เพียงสร้างอาชีพให้คนในชุมชนเท่านั้น ยังเป็นการปักหมุดให้ชุมชนทำร่มดั้งเดิมของเชียงใหม่แห่งนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวหัตถกรรมภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า จนกระทั่งได้ขึ้นมรดกทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของชาวอำเภอสันกำแพง และอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา และยังเป็นหมู่บ้านที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ประจำถิ่นที่มีอัตลักษณ์ที่บ่งบอกถึงจังหวัดเชียงใหม่ได้ชัดเจน มาเป็นเวลายาวนานกว่า 200 ปี

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ทางศูนย์ทำร่มฯ มีการพัฒนาในด้านการผลิต ไปพร้อมๆกับการพัฒนาบุคลากร ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การทำร่มล้านนามีคุณภาพที่ดีขึ้น สามารถใช้งานได้เหมาะสมกับยุคสมัย และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อาทิ  ด้านความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ทางศูนย์ทำร่มฯ ได้เข้าโครงการต่างๆ การทำเตาอบไม้ ลดการใช้สารเคมีในการแช่ไม้เพื่อป้องกันมอด ซึ่งน้ำยากันมอดอาจมีผลให้เกิดการระคายเคืองต่อผู้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน หรือลูกค้า รวมทั้งรักษาคุณภาพของสินค้าให้เป็นสินค้าหัตถกรรมคุณภาพส่งออก ที่เป็นมาตรฐานจำหน่ายทั้งสำหรับคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว และพร้อมเป็นสินค้าที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งทางบริษัทฯ พบว่า ในหลายประเทศที่มีอากาศแห้งกว่าประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้น เมื่อสินค้าที่ไม่มีการอบนั้น ส่งไปถึงลูกค้า ‘ไม้’ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลัก มักจะแตกหรือบิดตัว ทำให้ลูกค้าขาดความเชื่อมั่นในตัวสินค้า

นอกจากนี้ศูนย์ทำร่มฯ ได้มีการทำโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก จึงได้พัฒนาโครงการส่งเสริมการใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ของผลิตภัณฑ์ขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดประกอบการตัดสินใจ และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยในการแข่งขันในตลาดโลก

โดย ‘คาร์บอนฟุตพริ้นท์’ หมายถึง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังใช้งาน โดยคำนวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ www.tgo.or.th/2015/thai/content.php?s1=18&s2=61) เพื่อปรับปรุงวิธีการทำร่ม และส่วนประกอบของร่มให้มีความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งาน ลดความสูญเสียอันเกิดจากกระบวนการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศษวัสดุเหลือใช้ รวมถึงการสร้างเตาเผาถ่านไม้ไผ่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษไม้ไผ่เหลือใช้ และลดต้นทุน, ได้ความรู้และเทคนิคการเผาถ่านอย่างถูกต้อง และลดการเกิดควันจากเตาเผา,  ได้ความรู้และเทคนิคการดักเก็บน้ำส้มควันไม้ จากการเผาถ่านจากเศษไม้ไผ่ การสร้างเครื่องอัดเศษไม้ไผ่

ในปัจจุบันศูนย์ทำร่มฯ ไม่เพียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวในรูปแบบ Life Museum เท่านั้น ยังให้ความสำคัญต่อคุณภาพการผลิต และได้รับมาตรฐานเพื่อการส่งออกมาสู่ตลาดทั่วโลกมากว่า 30 ปี นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้และบ่มเพาะศิลปินพื้นบ้านด้านศิลปหัตถกรรมให้กับหลายชีวิตในชุมชน ได้มาเรียนรู้ทักษะการทำงาน ตลอดจนสร้างอาชีพ ก่อให้เกิดรายได้แก่ตนเองและครอบครัว ดังนั้นเป้าหมายของศูนย์ทำร่มฯ จึงไม่ได้มุ่งหมายไปที่การส่งออกสินค้า หรือรายได้จากนักท่องเที่ยวเพียงเท่านั้น แต่ต้องการสร้างช่างฝีมือรุ่นใหม่ที่จะมาสืบต่องานหัตถกรรมนี้ให้คงอยู่ ในขณะเดียวกันก็ยังคงเสาะหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยในการผลิต เพื่อให้ร่มมีมาตรฐานระดับสากล สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้

“ตอนนี้เป้าหมายของศูนย์ทำร่มฯ คือนำองค์ความรู้จากช่างทำร่มรุ่นเก่าไปสู่คนรุ่นใหม่ จากเดิมเราจะเรียกช่างทำร่ม แต่ต่อไปเราพยายามจะผลักดันให้ช่างฝีมือเหล่านี้เป็นครูภูมิปัญญา เริ่มจากพัฒนาบุคลากร และปรับทัศนคติการทำงานในรูปแบบเดิมๆ ให้มาทำงานอย่างประณีตขึ้น ด้วยการรักษาและถ่ายทอดภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า โดยการสร้างแรงจูงใจให้กับคนทำงานด้วยค่าตอบแทนที่ดี แลกกับผลงานที่ดี เพื่อให้พวกเขาเกิดความภูมิใจกับผลงานของตนเอง และเกิดการถ่ายทอดความรู้สู่ทายาทหัตถศิลป์ที่เรากำลังสร้างขึ้นมาจากลูกหลานชาวบ่อสร้าง และพื้นที่ใกล้เคียง มารับช่วงต่องานฝีมือการทำร่ม เพราะในอนาคตช่างทำร่มก็จะค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่สร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา ภูมิปัญญาเหล่านี้ก็อาจจะหายไปจากบ้านบ่อสร้าง”

โดยภารกิจหลักในปี 2560 จนถึงปัจจุบัน ศูนย์ทำร่มฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีระบบสารสนเทศเป็นอย่างมาก โดยร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เพื่ออนุรักษ์หัตถกรรมร่มบ่อสร้าง รวมไปถึงการจัดทำ E-Museum เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับร่มบ่อสร้าง ช่างทำร่ม และช่างทำอุปกรณ์สำหรับทำร่ม ทั้งหมดมาไว้ในเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้และศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับร่มบ่อสร้างได้ทุกที่ทุกเวลา

นับเป็นอีกก้าวสำคัญของศูนย์ทำร่มฯ ที่จะนำพาธุรกิจด้านหัตถกรรมชุมชน ไปเชื่อมต่อกับผู้บริโภคได้กว้างไกลขึ้น ผ่านโลกออนไลน์