เมื่อเอ่ยถึงเมืองเชียงใหม่ หนึ่งในสัญลักษณ์ที่หลายๆ คนคุ้นเคย และน่าจะนึกถึงขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ ก็คือร่มบ่อสร้าง สินค้าหัตกรรมชุมชนจากบ้านบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง เชียงใหม่ แม้ทุกคนจะรู้จักแต่น้อยคนจะรู้ว่าร่มบ่อสร้างมีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไม ‘ร่ม’ จึงกลายมาเป็นสัญญลักษณ์ของเชียงใหม่ และเหตุใดจึงต้องเกิดขึ้นที่ ‘บ่อสร้าง’

     หนึ่งในตำนานเกี่ยวกับที่มาของร่มล้านนา หรือ ร่มบ่อสร้าง ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง คือเรื่องเล่าของ พ่อน้อยศรีนวล ต๊ะแสง ที่เล่าไว้เมื่อปี พ.ศ. 2525 กล่าวถึงพระภิกษุรูปหนึ่งนามว่า พระอินถา อยู่สำนักวัดบ่อสร้าง พระรูปนี้ปฏิบัติธรรมด้วยการเดินธุดงค์อยู่เป็นประจำ ไม่เคยอยู่กับวัด ท่านมีนิสัย ชอบดู ชอบฟัง ชอบศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีในถิ่นต่างๆ ครั้งหนึ่งท่านได้ธุดงค์ไปทางทิศเหนือ ใกล้กับประเทศพม่าในปัจจุบัน ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวไทยลื้อ คราวนั้นท่านเดินทางไปเป็นเวลานานหลายปี ผู้ที่มาใส่บาตรก็มีผู้คนจากหลายเชื้อชาติ ขณะที่ท่านฉันอาหารเช้าอยู่นั้น ได้มีชาวบ้านคนหนึ่งนำกลดมาถวาย เพราะเห็นว่าท่านไม่มีกลด หลังจากท่านให้พรแก่ชาวบ้านผู้ถวายแล้วท่านก็ถามว่า “กลดนี้ทำขึ้นเองหรือ?” ชาวบ้านตอบว่าเป็นฝีมือของเขาเอง พระอินถาก็นำกลดขึ้นมาพิจารณาดูว่าเขาทำกันอย่างไร จึงสะดวกในการใช้และป้องกันได้ทั้งแดดและฝนด้วย ด้วยความสนใจใคร่รู้เป็นทุนเดิม ท่านจึงถามถึงที่อยู่ และเดินทางไปยังหมู่บ้านชาวไทยลื้อผู้นั้นทันที เพราะท่านตั้งใจว่าจะต้องไปศึกษาวิธีทำกลดนี้ให้ได้

พอไปถึงหมู่บ้าน ท่านได้เห็นชาวบ้านทำร่มใช้กางกันแดดกันฝนได้ ซ้ำยังได้เห็นร่มขนาดใหญ่ที่เรียกว่าร่มพิธีสำหรับใช้งานต่างๆ ทางศาสนาด้วย แต่ร่มเหล่านี้ทำด้วยกระดาษสาทั้งสิ้น ติดด้วยยาง แล้วทาด้วยน้ำมันเพื่อกันแดดและฝน ท่านจึงได้ถามชาวบ้านถึงอุปกรณ์และวิธีการทำร่มนี้ ชาวบ้านก็อธิบายตั้งแต่ต้นจนถึงวิธีทำกระดาษสา เมื่อท่านได้ไปดูแล้ว ท่านก็บันทึกไว้เป็นขั้นตอนจนเสร็จ เพราะคิดจะเอามาเผยแพร่ให้ชาวบ้านในชุมชนรอบวัดบ่อสร้างได้ลองทำดูบ้าง เพราะอุปกรณ์ต่างๆ ก็มีพร้อมทุกอย่างหาได้ไม่ยาก

     ต่อจากนั้นท่านก็เดินทางกลับภูมิลำเนาและนำวิชาทำร่มที่ท่านได้เรียนจากชาวไทลื้อมาถ่ายทอดให้แก่ชาวบ้านในชุมชน พระอินถาได้กระจายชิ้นส่วนต่างๆ ของร่มให้กับชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้านทดลองทำ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นกุศโลบายต้องการให้เกิดความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันในชุมชน อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้เสริมนอกเหนือไปจากการทำนา จากนั้นจึงได้มีการสืบทอดต่อกันมาเป็นมรดกแก่ลูกหลานจนถึงปัจจุบันนับกว่าสองร้อยปี

ซึ่งตำนานการกำเนิดร่มบ่อสร้างนี้ ก็เฉกเช่นเรื่องราวเล่าขานทั่วไปที่ยากจะหาข้อมูลมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับพระอินถานั้น ได้มีหลักฐานปรากฏว่าท่านถือกำเนิดขึ้นในตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง เมื่อราวเกือบร้อยปีที่ผ่านมา จึงเชื่อได้ว่าท่านน่าจะเป็นผู้รื้อฟื้นศิลปะการทำร่มล้านนา ให้กลับคืนสู่งานหัตถกรรมอันเป็นสินค้าเชิดหน้าชูตาของบ้านบ่อสร้างอีกครั้ง มากกว่าจะเป็นผู้ริเริ่มดังเช่นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา

     แต่หากมองตามประวัติศาสตร์แล้ว เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน การแบ่งแยกเขตแดนไม่ได้มีความชัดเจนเป็นประเทศอย่างทุกวันนี้ ถ้าย้อนกลับไปช่วงเวลานั้นจะตรงกับสมัยของเจ้ากาวิละ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระองค์ที่ 1 ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325 – 2356) เป็นยุคของการฟื้นเมืองเชียงใหม่ เจ้ากาวิละ ได้ร่วมกับเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ แม่ทัพใหญ่ในสมัยธนบุรี ได้ช่วยกันขับไล่พม่าที่ครองในหัวเมืองต่างๆ ของล้านนาไทยจนหมดสิ้นไปแล้ว เชียงใหม่ได้กลายเป็นประเทศราชของสยามโดยปริยายในช่วงปลายสมัยกรุงธนบุรี โดยระหว่างนั้นพม่ายังพยายามยึดเชียงใหม่กลับคืนโดยยกทัพเข้าเมืองมาหลายครั้ง พระยาจ่าบ้าน เจ้าเมืองในตอนนั้นได้ทำการป้องกันเมืองเชียงใหม่อย่างเข้มแข็ง แต่ในที่สุดก็รักษาเมืองเอาไว้ไม่ได้ เพราะผู้คนมีน้อย และอยู่ในสภาพอดอยาก ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงสภาพบ้านเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นว่า

“ …เจ้าพระยาจ่าบ้านมีกำลังฉกรรจ์ ๑,๙๐๐ ข้ามขางเวียงอยู่ ผู้คนเป็นอันอยากน้ำกั้นเข้ามามากนัก ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ หมู หมา หัวบุกหัวบอน หัวกล้วย … จั๊กก่า จะเล้อ จิ้งหรีด ตึ๋กแตน ก็บ่ค้าง…” และ “ยามนั้นเวียงเชียงใหม่เป็นห่ารกอุกต้นอันด้วยคุ่มเครือเขาเถาวัลย์ เป็นที่แรดช้างเสือหมีผู้คนก็บ่หลายข้อนกันอยู่เท่าพอหมดแต่ร่มชายคาแลฯ หนทางเดินไปมาหากันเหตุว่าบ่มีโอกาสจักแผ้วจักถาง”

     พระยาจ่าบ้านจึงต้องถอยไปตั้งมั่นที่วังพร้าวและลำปาง เมื่อกองทัพพม่ากลับไปพระยาจ่าบ้านก็จะกลับไปตั้งเมืองเชียงใหม่อีกในช่วงเวลาสั้นๆ จึงเป็นลักษณะกลับไปกลับมา และช่วงปลายสมัยธนบุรี เชียงใหม่ถูกปล่อยให้เป็นเมืองร้างรวมทั้งเมืองอื่นๆ ในล้านนาด้วย จะมีแต่เมืองลำปางที่เป็นแหล่งที่มั่นของฝ่ายไทย (ข้อมูลจาก www.facebook.com/LannaSamakom)

เมื่อเจ้าพระยาจักรีได้กระทำพิธีปราบดาภิเษกขึ้นเสวยราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และย้ายนครหลวงมาตั้งอยู่ที่บางกอก ตรงข้ามกับกรุงธนบุรี เจ้ากาวิละได้รับพระราชโองการให้นำไพร่พลเข้ามาตั้งอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เมื่อ ว.ศ.1146 (พ.ศ.2327) แต่ไม่สำเร็จ เพราะกำลังคนที่จะเข้าไปอยู่และรักษาเมืองได้มีจำนวนไม่เพียงพอกับนครซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่ เจ้ากาวิละจึงได้ขึ้นไปกวาดต้อนเอาคนที่มีชาติเชื้อ ภาษา และใช้ตัวหนังสือเช่นเดียวกับคนไทยวนเชียงใหม่ ทั้งจากแคว้นสิบสองปันนา เมืองยอง เชียงรุ่ง เชียงตุง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเผ่าไทลื้อ ไทยอง และไทเขิน ให้เข้ามาอาศัยอยู่ในล้านนา เพื่อช่วยกันสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่ (อ้างอิง จากหนังสือ เชียงใหม่ในอดีต, ไกรศรี นิมมานเหมินท์ และคอลัมน์ ‘ร้อยเรื่องเมืองล้านนา’ จาก เว็บไซต์ www.chiangmainews.co.th)

     ข้อความหนึ่งของพระยาประชากิจกรจักร ในพงศาวดารโยนก บันทึกไว้ว่า บ้านเมืองซึ่งร่วงโรยโดยพม่าข้าศึกย่ำยีย่อยยับ บ้านกลายเป็นป่า นากลายเป็นพงรกร้าง เป็นด่านช้างดงเสือ หากำลังไพร่พลเมืองมิได้ เมืองเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน ก็ค่อยๆ มีผู้คนหนาแน่นขึ้น ในตอนนี้เป็นระยะเวลาที่สร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่ เรียกว่ายุค ‘เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง’ ทำให้เมืองเชียงใหม่ที่ร้างไปแล้ว กลับตั้งขึ้นมาใหม่ได้สำเร็จในวันพฤหัสบดี ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 6 เหนือ เดือน 4 ใต้ ปีมะโรง อัฐศกจุลศักราช 1158 (พ.ศ.2339) นครเชียงใหม่ก็เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะเดิม เป็นศูนย์กลางความเจริญด้านเศรษฐกิจ การเมือง ศาสนาและวัฒนธรรมของล้านนาอีกครั้ง

ดังนั้นศิลปวัฒนธรรมของเชียงใหม่ หรือแม้แต่งานหัตถกรรมอย่างการทำร่ม จึงน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นด้วยเช่นกัน เมื่อมีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของผู้คนสิ่งที่มักติดตามมาด้วยคือขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของผู้คน รวมไปถึงฝีมือทางงานประดิษฐ์และการช่างตามแต่ความถนัด เมื่อประกอบเข้ากับสภาพพื้นที่อันเป็นเมืองในเขตร้อนที่มีต้นไผ่ชุกชุม งานหัตถกรรมที่ใช้ไผ่จึงเกิดขึ้นเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบกับการทำร่มนั้นมีความเกี่ยวพันทางศาสนา และเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงอำนาจทางสังคมของชนชั้นนำมาตั้งแต่สมัยโบราณ งานฝีมือนี้จึงได้รับการสืบสานกันมา โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบและการใช้งานไปตามยุคสมัย

แล้วเหตุใด บ่อสร้างต้อง ‘ก๋างจ้อง’ ?

     ภายหลังการเข้ามาอยู่อาศัยของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน แต่ละชุมชนในเชียงใหม่ต่างอยู่อาศัยโดยประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และใช้เวลาว่างจากการดูแลเรือกสวนไร่นาผลิตงานฝีมือตามแต่ความถนัด อย่างงานแกะสลักไม้, ตีมีด, ทอผ้า หรือแม้กระทั่งการทำร่ม เมื่อชุมชนขยายตัวสินค้าหัตถกรรมเหล่านี้ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น มีการผลิตและซื้อขายอย่างคึกคัก แต่ละชุมชนมีการผลิตและสานต่อความรู้ให้กับคนในชุมชนของตนเอง เกิดเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ที่จะมีงานฝีมือโดดเด่นไม่ซ้ำใคร

     การทำร่มของบ้านบ่อสร้างก็เช่นเดียวกัน จากครั้งแรกที่ผลิตขึ้นมาใช้ด้านศาสนา แสดงถึงอำนาจของชนชั้นนำ และประกอบในพิธีสำคัญต่างๆ ร่มได้ถูกปรับเปลี่ยนขนาดให้เล็กลง เพื่อให้พกพาได้สะดวก มีการทาน้ำมันบนกระดาษหุ้มร่มเพื่อให้ทนแดดทนฝน ทำให้ร่มกลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป เมื่อมีความต้องการมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือชาวบ้านในชุมชนก็มีรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงมีการผลิตและพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จากเดิมจะเป็นร่มกระดาษสาจะมีเพียงสองสีคือ สีดำ ที่ได้จากการนำเขม่าดินหม้อมาทาร่ม และ สีแดง จากการนำดินแดงมาทางร่ม ซึ่งดินแดงนี้นับว่าเป็นดินที่มีสีแดงที่สุด นำมาจากบ้านลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด ก่อนจะนำไปทาน้ำมันทับอีกครั้งหนึ่ง

     แต่เมื่อเทคโนโลยีได้เจริญขึ้น ประกอบกับหัตถกรรมร่มบ่อสร้างเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ผู้ผลิตในชุมชนจึงรวมตัวกันตั้งเป็นสหกรณ์ขึ้นในหมู่บ้าน เรียกว่า  ‘สหกรณ์ทำร่มบ่อสร้าง จำกัดสินใช้’ โดยมีนายจำรูญ สุทธิวิวัฒน์ สหกรณ์จังหวัดในสมัยนั้นเป็นผู้ดำเนินการ และชักชวนให้ประชาชนทำร่มขนาดต่างกันเพื่อรองรับการใช้งานอันหลากหลาย โดยมีทั้งร่มผ้าและร่มกระดาษ และใช้สีน้ำมัน เช่น สีแดง เหลือง น้ำเงิน และสีเขียว ผสมกับน้ำมันมะหมื้อแทนการใช้สีสันดั้งเดิม ทำให้ร่มบ่อสร้างมีความน่าสนใจ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี       จากนั้นประมาณปี พ.ศ. 2500 ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคเหนือ เข้ามาช่วยพัฒนาการทำกระดาษสาให้สามารถผลิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น ด้วยแม่พิมพ์ตาข่ายเหล็ก รวมทั้งสนับสนุนให้มีการเขียนภาพดอกไม้และทิวทัศน์บนร่ม เหล่านี้สร้างเอกลักษณ์ให้ร่มจากบ้านบ่อสร้างเป็นที่จดจำ และนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างชาติ ในฐานะของฝากจากเมืองเชียงใหม่

     นอกจากความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างมูลค่าให้ร่มบ่อสร้างแล้ว การสนับสนุนจากภาครัฐยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ร่มบ่อสร้างเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ทั้งในแง่ของการสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางหัตถกรรมที่สำคัญ รวมทั้งการเดินทางไปออกร้านยังต่างประเทศ และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปสาธิตการวาดร่มในประเทศต่างๆ เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านสู่สายตาสากล เหล่านี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่มบ่อสร้างกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเชียงใหม่ และของประเทศไทย ในฐานะงานหัตถศิลป์อันปราณีต และบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานของชนชาติล้านนา ผ่านร่มบ่อสร้าง