Eco-Umbrella ร่มรักษ์สิ่งแวดล้อม

รู้หรือไม่ว่า…ร่มบ่อสร้างที่เราเห็นกันจนชินตานั้น ส่วนประกอบทุกชิ้นส่วนล้วนมาจากธรรมชาติ ดังนั้นประโยชน์ของร่มบ่อสร้างจึงไม่เพียงช่วยบังแดดกันฝน แต่ยังช่วยรักษ์โลกอีกทาง เนื่องจากวัตถุดิบได้มาจากไม้เป็นหลัก จึงทำให้ไม่เกิดขยะสั่งสม เมื่อคุณซื้อร่มไปแล้ว และใช้มันจนพัง คุณสามารถนำไปฝังดิน รอให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้เลย ต่างจากร่มโลหะทั่วไปที่อาจจะมีความทนทานมากกว่า แต่เมื่อร่มคันนั้นเกิดพังขึ้นมา ทางเลือกอย่างเดียวคือทิ้ง และเราไม่รู้เลยว่ากว่าร่มคันนั้นจะสลายหมดไปต้องใช้เวลานานกี่ร้อยปี

ในนาทีนี้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่เรื่องของกระแสหรือแฟชั่น แต่เป็นเรื่องของเราทุกคนที่จะต้องร่วมด้วยช่วยกัน ลด ละ เลิก การใช้ขยะย่อยสลายยากสักที ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นนับล้านตัน ในปี 2559 มีขยะมากถึง 27 ล้านตัน ทำให้มีปริมาณขยะพลาสติกเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 3.2 ล้านตัน และครึ่งหนึ่งของพลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (ที่มา : www.posttoday.com)

ปี 2561 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ หรือ UNEP จึงรณรงค์ให้ทุกประเทศร่วมกัน ‘รักษ์โลก ลดพลาสติก’ โดยมีคำขวัญว่า ‘ถ้าใช้ซ้ำไม่ได้ ก็ควรเลิกใช้’ เพราะพลาสติกเป็นวัสดุที่ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายยาวนานหลายร้อยปี ฟังอย่างนี้แล้วอาจจะนึกสงสัยว่าเกี่ยวกับร่มบ่อสร้างตรงไหน จะว่าไม่เกี่ยวก็ไม่ใช่ เกี่ยวก็ไม่เชิง เพราะร่มตามท้องตลาดทั่วไป มักใช้ส่วนประกอบจากพลาสติกในการหุ้มร่ม เนื่องจากราคาถูก และแม้ว่าจะสามารถนำไปแยกชิ้นส่วนเพื่อรีไซเคิลได้ แต่ก็ใช้เวลา และต้นทุนสูง ดังนั้นจะดีกว่ามั้ย หากเราหันมาใช้ร่มที่ผลิตโดยวัตถุดิบจากธรรมชาติ

“ส่วนประกอบของร่มบ่อสร้างทั้งหมดได้มาจากวัสดุในท้องถิ่น อย่างไม้ไผ่ และไม้เนื้ออ่อน ส่วนกระดาษหุ้มร่มก็ใช้กระดาษสาที่ผลิตขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้นร่มของเราถ้าหากคุณใช้ไปจนพังแล้ว สามารถนำไปผังดินกลบให้กลายเป็นปุ๋ยได้เลย ดังนั้นร่มบ่อสร้างจึงถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ Eco-Friendly ที่มีความใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่แรก และเราก็ยังคงลักษณะการผลิตแบบดั้งเดิมเอาไว้ ทั้งเพื่อรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิม และด้วยความคิดที่ว่าสิ่งที่มาจากธรรมชาติล้วนดีต่อธรรมชาติที่สุด” คุณนก – กัณณิกา บัวจีน ผู้บริหาร บริษัทศูนย์ทำร่ม (1978) จำกัด บอกถึงคุณสมบัติอีกประการของร่มบ่อสร้างที่น้อยคนจะนึกถีง

ความตั้งใจนี้นำมาสู่หลายนโยบายของบริษัทศูนย์ทำร่มฯ ที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งแก้ปัญหาด้านข้อจำกัดของไม้ไปในคราวเดียวกัน อย่างไม้ไผ่ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ก่อนจะนำมาใช้งานจะต้องผ่านการไล่ความชื้นออกไปก่อน สมัยก่อนจะใช้วิธีตากแดด เป็นเวลา 2-3 วัน แล้วแต่สภาพอากาศช่วงนั้น เมื่อส่งร่มไปยังต่างประเทศที่มีอากาศแห้งกว่าเมืองไทย ไม้จึงเกิดการบิดแตก เนื่องจากการตกไม้ยังไม่ได้มาตรฐาน เพื่อแก้ปัญหานี้ ทางบริษัทศูนย์ทำร่มฯ จึงนำปัญหานี้ไปปรึกษากับโครงการ iTAP (โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย) จนเกิดเป็น ‘โครงการการทำเตาอบไม้ไผ่’ โดย iTAP ได้เชิญคณะอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้ามาเป็นที่ปรึกษาแนะนำการสร้างเตาอบไม้ไผ่ที่มีประสิทธิภาพ และแนะนำเทคนิคการอบไม้ไผ่ตามหลักวิชาการ จนสามารถอบไม้ไผ่ด้วยวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทำให้ได้ไม้ไผ่ที่มีคุณภาพดี ลดความสูญเสียจากการบิดงอของไม้ไผ่ลงได้ รวมทั้งย่นเวลาการอบไม้ลงเหลือเพียง 5-7 ชั่วโมง ต่อไม้ 300 ชิ้น ต่อวัน

“หลังจากโครงการแรกเรายังมีการทำงานร่วมกับ iTAP ต่อเนื่องใน ‘โครงการการทำเตาเผาถ่านไม้ไผ่’ โดยโครงการนี้เกิดจากกระบวนการผลิตร่มในอดีตมีเศษไม้ไผ่เหลือทิ้งเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะข้อไม้ไผ่ที่ต้องตัดทิ้งก่อนนำมาผ่าเป็นโครงร่ม ซึ่งหากปล่อยไว้หรือเผาทิ้งอาจทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ บริษัทจึงมีแนวคิดจะนำเศษไม้ไผ่เหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์ โดยนำมาทำเป็น ‘ถ่าน’ จึงได้ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ iTAP ในการสร้างเตาเผาถ่านไม้ไผ่ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ได้เทคนิคในการเผาถ่านไม้ไผ่ที่มีคุณภาพ และสามารถลดควันที่เกิดจากการเผาถ่าน”

ผลพลอยได้จากโครงการนี้ยังได้ ‘น้ำส้มควันไม้ไผ่’ ที่สามารถนำไปใช้แช่โครงร่มทดแทนการนำสารเคมีมาใช้เพื่อป้องกันแมลง ส่วนที่เหลือยังได้แจกจ่ายให้กับพนักงานไปใช้ในการเกษตร เช่น เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเติบโตของพืช ด้านผลิตภัณฑ์ถ่านไม้ไผ่ นอกจากจะแจกจ่ายให้กับพนักงาน ยังนำมาจำหน่ายเป็นถ่านดูดความชื้นและกำจัดกลิ่น ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายถ่านไม้ไผ่ยังกลับคืนเป็นเงินปันผลให้กับพนักงานอีกด้วย นอกจากนี้บริษัทศูนย์ทำร่มฯ ยังต่อยอดการกำจัดเศษวัตถุดิบด้วยการร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการพัฒนา ‘โครงการเครื่องอัดไม้ไผ่ (Small Hot Press)’ โดยนำเศษไม้ไผ่มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น แผ่นไม้อัด ถาดรองผลไม้ ฯลฯ เพื่อสร้างมูลค่าและเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน

และด้วยการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งของบริษัทศูนย์ทำร่มฯ ส่งผลให้สินค้าจากที่นี่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อมจาก UNESCO (The Seal of Excellence in Southeast Asia Award ปี 2007 และ 2008) ทำให้ได้รับความไว้วางใจในตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้วยนโยบาย Eco-Friendly อันเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น

 

“สินค้าของเรา จึงไม่เพียงอนุรักษ์การผลิตร่มล้านนาด้วยวิธีการดั้งเดิม เพื่อส่งเสริมรายแก่คนในชุมชน และรองรับการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงสภาพแวดล้องและสิ่งแวดล้อมโดยรวมด้วย แต่การใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ทำให้ร่มที่ได้อาจไม่สมบูรณ์แบบเหมือนร่มจากอุตสาหกรรมทั่วไป แต่เราก็จะพยายามนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการผลิตให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานในระดับสากล เพื่อที่เราจะได้แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ในตลาดโลก โดยเน้นผลิตภัณฑ์คุณภาพ ลดการนำสารเคมีมาใช้ในกระบวนการผลิต ไม่ทำให้เกิดสารเคมีตกค้าง ดีทั้งต่อผู้ใช้และผู้ผลิต สร้างความแตกต่างให้แก่สินค้า รวมทั้งยกระดับสินค้าให้พรีเมี่ยมมากขึ้น”

การรักษ์โลกอาจฟังดูเป็นเรื่องทำได้ยาก เพราะทุกวันนี้ปัจจัยทำลายโลกมีอยู่เต็มไปหมด แต่ถ้าเราค่อยๆ เปลี่ยนวิถีชีวิตจากความเคยชินทีละนิด ลดการใช้ขยะย่อยยากกันคนละหน่อย ก็น่าจะเป็นอีกทางที่ช่วยยืดอายุโลกให้เราอาศัยไปอีกนานๆ