ประเภทของร่มบ่อสร้าง

            ร่มบ่อสร้างหรือร่มล้านนามีมานับร้อยปี จนเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของล้านนา ซึ่งมีการสืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยในสมัยโบราณจะใช้ในราชสำนัก รวมทั้งถวายพระสงค์เพื่อเป็นพุทธบูชา การทำร่มในยุคโบราณจึงมีความประณีตด้วยฝีมือเชิงช่าง และตกแต่งอย่างงดงาม เมื่อตกทอดมาถึงยุคหลัง ร่มกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวล้านนา เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งกันแดด และกันฝน เมื่อมาถึงยุคปัจจุบันของร่มบ่อสร้าง แม้วัตถุดิบบางอย่างอาจถูกปรับเปลี่ยนไปบ้างตามยุคสมัย แต่วิธีการทำยังคงรูปแบบเดิม รวมถึงส่วนประกอบ และกรรมวิธีทำร่ม ที่ทรงคุณค่าในฐานะงานหัตกรรมพื้นถิ่น

            การทำร่มแบบล้านนานั้น เป็นการรื้อฟื้นภูมิปัญญาการทำร่มบ่อสร้างแบบดั้งเดิมที่มีน้ำหนักเบากว่าร่มผ้าปกติ ทั้งยังมีความละเอียดอ่อน ตั้งแต่การเหลาโครงร่มให้เรียวบาง มีการเจาะซี่โครง และซี่ค้ำ เพื่อวางผังสำหรับการร้อยเรียงเส้นด้ายสานกันเป็นลวดลายสวยงาม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นรูปคล้ายกลีบดอกบัว ชาวบ้านจึงมักเรียกกันติดปากว่าการสนบัว ส่วนด้ามร่มนั้นจะมีขนาดค่อนข้างยาว เนื่องจากเป็นร่มที่ใช้กางให้กับเจ้านาย ซึ่งจะมีคนกางให้จากด้านหลัง ร่มชนิดนี้จึงไม่เพียงต้องมีน้ำหนักเบา แต่ยังต้องผ่านการประดิษฐ์ประดอยอย่างประณีตงดงาม

 

ร่มบ่อสร้างจะมีส่วนประกอบสำคัญ ดังนี้

หัว ทำจากไม้เนื้ออ่อน เช่น ไม้ตีนเป็ด, ไม้ส้มเห็ด, ไม้ตุ้มคำ และ ไม้แก พบมากตามหัวไร่ ปลายนา ในเขต อ.สันกำแพงและ อ.ดอยสะเก็ด

ตุ้ม ทำจากไม้เนื้ออ่อน เช่น ไม้ตีนเป็ด, ไม้ส้มเห็ด, ไม้ตุ้มคำ และ ไม้แก พบมากตามหัวไร่ ปลายนา ในเขต อ.สันกำแพงและ อ.ดอยสะเก็ด

คันถือ ทำจาก ไม้ไผ่เล่มเล็ก หรือ ไม้เนื้ออ่อนก็ได้ พบมากตามหัวไร่ ปลายนา ในเขต อ.สันกำแพง และ อ.ดอยสะเก็ด

ซี่ค้ำ ทำจาก ไม้ไผ่ตง เพราะเหนียวและทนทาน บริเวณเชิงดอย ในเขต อ.สันกำแพง และ อ.ดอยสะเก็ด

ซี่กลอน ทำจากไม้ไผ่ตง เพราะเหนียวและทนทาน บริเวณเชิงดอย ในเขต อ.สันกำแพง และ อ.ดอยสะเก็ด

ม้า (สลัก) ทำจากสำหรับร่มเล็กทำด้วยสปริงเหล็ก ส่วนร่มใหญ่ทำด้วยไม้ไผ่เหลา บริเวณเชิงดอย ในเขต อ.สันกำแพง และ อ.ดอยสะเก็ด

ปลอกลาน ทำจาก ใบลาน ทำหน้าที่เป็นตัวเคลื่อนขึ้น-ลง เวลากางหรือหุบร่ม พบมากตามหัวไร่ ปลายนา ในเขต อ.สันกำแพง และ อ.ดอยสะเก็ด

ด้าย (ฝ้าย) ใช้ขึงยึด ซี่โครง ซี่ค้ำ หัวร่ม ตุ้มร่ม และจัดช่องไฟบริเวณชายร่ม มาจากโรงปั่นฝ้าย (ด้าย) ในเขต อ.สันกำแพง

วิธีการทำส่วนประกอบต่างๆ ของร่มบ่อสร้าง

การกลึงหัว, ตุ้ม และ จิก (ยอด)ร่ม

            หัวและตุ้มทำมาจากไม้เนื้ออ่อนหลายชนิดซึ่งภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ไม้ตีนเป็ด  ไม้ส้มเห็ด  ไม่ตุ้มคำ  และไม้แก  การทำหัวและตุ้มนี้ใช้วิธีกลึงโดยเครื่องมือโบราณ  ซึ่งเป็นวิธีการที่บรรพบุรุษได้เคยใช้ทำมาก่อน ตัดไม้ที่จะกลึงออกเป็นท่อนๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-5 นิ้วยาวประมาณ 5-8 นิ้ว  เจาะรูไว้ให้สามารถสวมเหล็กยึดไม้กลึงได้พอดี  แล้วกลึงด้วยเครื่องมือดังกล่าว  ไม้แต่ละท่อนที่กลึงนี้จะสามารถกลึงหัวและตุ้มได้ประมาณ 4-5 อันโดยกลึงให้ได้ขนาดที่ต้องการก่อนจึงค่อยตัดแยกออกจากกันอีกทีหนึ่ง

การทำโครงร่ม

            ซี่กลอนและค้ำทำจากไม้ไผ่บง  (ไผ่ตง)  เพราะเหนียวและทนทานสวยงามกว่าไม้ไผ่ชนิดอื่น ๆ ในตอนแรกต้องตัดไม้ไผ่ออกเป็นท่อน ๆ ตามความยาวที่ต้องการใช้ในการทำร่ม  แล้วผ่าออกเป็นไม้ซี่กลอนและค้ำตามต้องการ  ไม้ที่ผ่าออกนี้แต่ละชิ้นต้องผ่าย่อยลงเป็นชิ้นเล็กอีกโดยกะให้ได้ซี่กลอนประมาณ 8-9 ชิ้น เหลาให้ตรงปลายเรียว

            ส่วนโคนนั้นผ่ากลางแต่ไม่ตลอดแนว สอดใส่ค้ำในภายหลังเจาะรูด้วยสว่านพื้นเมืองโบราณ (สว่านมือ) 2 รู  สำหรับร้อยด้ายเข้าโคนของค้ำ  การทำค้ำทำโดยเหลาไม้ตามขนาดที่ต้องการให้เป็นชั้นเรียว ๆ เหลาทั้งโคนและปลายให้แบนเพื่อสอดใส่หัวและซี่กลอนต่อไป ใช้สว่านเจาะรูเป็นรู 2 รู  ในส่วนที่จะใส่ด้ายจากส่วนตุ้มและด้ายตรงกลาง ส่วนปลายนั้นใช้เหล็กแหลมลนไฟเจาะรูเพราะถ้าใช้สว่านเจาะแล้วจะทำให้ไม้ไผ่แตกได้ง่าย

การร้อยด้ายประกอบโครงร่ม

            ให้ร้อยด้ายตามรูของซี่กลอนและค้ำทุกชิ้นเอาด้ายพันเข้าไปในช่องรูที่ทำไว้ตอนกลึงหัวร่มและตุ้ม สอดซี่เข้าไปทุกช่องๆ ละซี่จนครบ ส่วนค้ำที่สอดใส่ในช่องตุ้มในลักษณะเดียวกัน มัดด้ายให้แน่น นำส่วนตุ้มหงายและส่วนหัวคว่ำเข้าประกบกัน สอดใส่ค้ำเข้าไปในร่องกลอนที่ผ่าไว้ช่องละอันและร้อยด้ายให้ติดกัน

การทำกระดาษสาจากเปลือกของต้นสา

            นำเปลือกสาที่ได้มาแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง แล้วนำไปต้มกับขี้เถ้า หรือ โซดาไฟ ประมาณ 3-4 ชั่วโมง จนเห็นว่าเปื่อยดีแล้ว จึงนำออกมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาทุบให้ละเอียดจนยุ่ย จึงนำไปแช่ในอ่างน้ำซึ่งก่อด้วยซีเมนต์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณ 2 คูณ 3 เมตร และลึกประมาณ1/2 เมตร บรรจุน้ำ 3/4 ของถัง ใช้ไม้คนให้ทั่วแล้วใช้ตะแกรงขนาดตามที่ต้องการซึ่งส่วนมากจะมีขนาด 40×60 เชนติเมตร ตักเยื่อเปลือกไม้ในน้ำขึ้นมาแล้วนำออกมาตากแดดให้แห้ง เมื่อเนื้อเยื่อของเปลือกสาที่ตากไว้แห้งดีแล้ว จึงค่อยลอกออกมาก็จะได้กระดาษสาเป็นแผ่นเรียกกันว่ากระดาษสา ซึ่งสามารถนำไปใช้หุ้มร่ม หรือใช้ประกอบการหุ้มร่มต่อไป

 

Parasol

ร่มกันแดด

            ผลิตภัณฑ์ร่มกันแดดของร่มบ่อสร้างนั้น มีหลากหลายขนาดและใช้วัสดุหลายประเภทหุ้มร่ม อาทิ กระดาษสา ที่ได้จากการนำเปลือกสาไปทุบจนละเอียดแล้วตักขึ้นมาตากให้แห้งสนิท เป็นฝีมือของช่างทำกระดาษพื้นบ้านในหมู่บ้านต้นเปาซึ่งอยู่ติดกับบ้านบ่อสร้างนั่นเอง หรือจะเป็นการนำแพรมาหุ้ม ก็จะเพิ่มความคงทนให้กับร่มมากขึ้น แต่ถ้าต้องการความหรูหราขึ้นมาอีกนิด ร่มผ้าไหม ก็เป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ใช้งานที่ต้องการความทนทานมากขึ้น โดยทั้งหมดจะมีทั้งร่มสีพื้นและร่มที่ผ่านการวาดลวดลายลงไป เพื่อจะความสวยงามตามแบบฉบับงานหัตถศิลป์พื้นถิ่น

การหุ้มร่มกันแดด

            ตัดกระดาษสา/ผ้าแพร/ผ้าไหม ตามขนาดที่จะใช้หุ้มร่ม จากนั้นทากาวที่ผึ่งให้เหนียวลงบนโครงร่มที่ประกอบแล้ว แล้วคลุมด้วยวัสดุตามต้องการ โดยให้ส่วนปลายกระดาษหรือผ้าติดกับปอกลานที่สวมไว้ตรงหัวร่ม ส่วนที่เหลือคลุมลงบนโครงไม้ไผ่ที่จัดระยะแล้ว รีดให้เรียบ แล้วจึงนำร่มที่หุ้มเสร็จแล้วไปตากแดดจนแห้งสนิท แล้วจึงเก็บปลายร่มให้เรียบร้อยด้วยกาวเหนียวอีกครั้ง

 

Umbrella

ร่มกันฝน

            การประดิษฐ์ร่มล้านนาให้สามารถกันฝนได้นั้น จะต้องอาศัยการผสมผสานกันทั้งวิทยาศาสตร์พื้นถิ่น วิธีการอันซับซ้อน รวมถึงการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาประยุกต์เข้าด้วยกัน กระทั่งได้ส่วนผสมของน้ำยางที่เมื่อทาเคลือบลงบนพื้นผิวจะสามารถป้องกันน้ำรั่วซึมได้ แต่ดั้งเดิมร่มล้านนาสามารถป้องกันแดดได้เท่านั้น แต่เมื่อมีการทดลองนำยางตะโกมาผสมกับน้ำมันมะมื่อมาทาทับลงบนผ้า ก็ทำให้ได้ร่มล้านนาที่ไม่เพียงกันแดดได้ดี แต่ยังสามารถกันฝนได้ด้วย และร่มบ่อสร้างยังคงรักษากรรมวิธีการผลิตร่มด้วยวิธีการดั้งเดิมจากภูมิปัญญานี้ไว้อยู่

 

การหุ้มร่มผ้าฝ้ายกันฝน

            ภายหลังจากเตรียมโครงร่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการหุ้มร่มที่ทำให้ร่มกันแดดกับร่มกันฝนมีความแตกต่างกัน เมื่อตัดผ้าฝ้ายตามขนาดที่ต้องการมาแล้ว จากนั้นทากาวลงบนโครงร่ม แล้วคลุมด้วยด้วยผ้าฝ้าย รีดด้วยมือให้เรียบ แล้วใช้แป้งเปียกทาเคลือบร่ม โดยแป้งเปียกนี้ต้องผสมเข้ากับยางของผลตะโก ซึ่งได้จากการทุบผลตะโกให้ละเอียดแล้วนำไปดองไว้ประมาณ 3 เดือนจึงนำออกมาใช้ น้ำยางตะโกนี้จะช่วยทำให้ร่มกันฝนได้ ทั้งยังช่วยให้ร่มตึง รวมถึงช่วยให้แป้งเปียกติดยึดวัสดุคลุมร่มกับโครงร่มได้ดียิ่งขึ้น

            ในชั้นแรกจะทาร่มด้วยแป้งเปียกผสมน้ำยางตะโก 2 ครั้ง ตากร่มให้แห้ง แล้วนำมาทาทับอีกครั้งด้วยแป้งเปียกล้วนๆ รีดให้เรียบ แล้วนำไปตากให้แห้งสนิท จากนั้นจึงนำไปลงสีเพิ่มความสวยงาม โดยส่วนผสมสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ร่มบ่อสร้างสามารถกันฝนได้ดี นอกเหนือไปจากการลงแป้งกาวผสมตะโกแล้ว คือน้ำมันมะมื่อ (หรือน้ำมันมะพอก / น้ำมันตังอิ๋ว) นำไปเคี่ยวจนเหนียวได้ที่ แล้วจึงนำมาผสมกับสี เพื่อทาลงบนร่ม การทาสีผสมน้ำมันมะมื่อนั้น จะต้องทาทับด้านบนของวัสดุหุ้มร่มให้ทั่ว จากนั้นนำออกตากแดดให้แห้งสนิท แล้วนำมาทาทับอีกครั้ง โดยเฉพาะจะต้องเก็บสีที่ด้านในของร่ม เพื่อให้สามารถกันฝนได้ดี

 

NANO Umbrella

ร่มบ่อสร้างนาโน

            ไม่เพียงต้องการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ แต่ร่มบ่อสร้างยังคำนึงถึงการใช้งานอย่างเหมาะสมกับยุคสมัย ด้วยการนำเทคโนโลยีนาโนมาเคลือบลงในผ้าไหม (เทียม) ทำให้ร่มสามารถกันแดด กันฝน ป้องกันยูวี ยับยั้งแบคทีเรีย และยืดอายุของเนื้อผ้าให้ใช้งานได้นานขึ้น ผู้บริโภคยังมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยจากสารปรอทที่อาจปนเปื้อนมากับสีในขั้นตอนการผลิตแบบเดิม ที่สำคัญน้ำหนักของร่มยังเบาลง เนื่องจากการนำเทคโนโลยีผ้านาโนมาใช้แทนการทายางตะโกและสีน้ำมันทับหลายๆ ชั้น เหมาะแก่การพกพาไปใช้ในชีวิตประจำวัน จึงเป็นการเพิ่มมูลค่าของร่มบ่อสร้างให้ดูหรูหรามากขึ้น สามารถใช้งานได้จริง โดยไม่เสียอัตลักษณ์ของงานหัตถกรรมท้องถิ่น

 

การเก็บรักษาร่มบ่อสร้าง

            หลักการเก็บรักษาร่มบ่อสร้างคือ ไม่ให้ร่มโดนความชื้น กรณีที่ร่มอยู่ในกล่องให้เปิดฝากล่อง เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้นเกิดขึ้น การเก็บร่ม ไม่ควรเก็บในถุงพลาสติก ควรให้ร่มแห้งก่อน และผึ่งลม หรือเก็บในถุงผ้าฝ้าย หรือห่อด้วยกระดาษเท่านั้น และเนื่องจากร่มผ้าฝ้าย เป็นร่มเคลือบน้ำมัน จึงควรนำร่มออกมาใช้งานหรือมากางบ้าง มิฉะนั้น เนื้อผ้าจะติดกันและทำให้ร่มเสีย กรณีที่ร่มโดนน้ำ หรือ ฝน ตากร่มแห้งให้แห้งแล้วจึงหุบร่มเก็บ จะช่วยให้ร่มมีอายุการใช้งานนานขึ้น