จากรุ่นสู่รุ่น…ส่งต่อหัตถกรรมสู่แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

กว่า 38 ปีที่ ร่มบ่อสร้าง จากอำเภอสันกำแพง เชียงใหม่ สร้างชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ด้วยการนำงานหัตศิลป์ที่สืบทอดกันนับร้อยปีมาสร้างสรรค์ให้ทันยุคทันสมัย แต่ยังคงกลิ่นอายดั้งเดิมของร่มล้านนา

ดังนั้นหากจะทำให้ร่มบ่อสร้างอยู่คู่กับเชียงใหม่อย่างยั่งยืน จึงเป็นโจทย์ท้าทายอย่างมากสำหรับ คุณนก – กัณณิกา บัวจีน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์ทำร่ม (1978) จำกัด ผู้บริหารรุ่นปัจจุบันที่มารับช่วงสานต่อการบริหารงานของศูนย์อุตสาหกรรมร่มบ่อสร้างจากคุณพ่อ คือคุณถวิล บัวจีน ให้หัตถกรรมอันทรงคุณค่านี้สามารถปรับตัวอยู่ได้ในโลกปัจจุบัน โดยการนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์

คุณนก เป็นบุตรสาวคนรองของคุณถวิล จบการศึกษาจากคณะการจัดการ มหาวิทยาลัยพายัพ ในช่วงเรียนจบใหม่ๆ เธอมีความฝันเหมือนนักศึกษาทั่วไปที่อยากออกไปหาประสบการณ์ยังโลกภายนอก เธอเล่าว่าใจจริงอยากทำงานโรงแรม หรือทำงานธนาคาร หรืองานอะไรที่ได้แต่งตัวสวยๆ ได้ใช้วิชาความรู้ที่เล่าเรียนมาพาตัวเองไปให้ไกลที่สุดในสายอาชีพ สุดท้ายหลังการสมัครงานหลายแห่ง เธอยอมรับว่าความผูกพันต่อกิจการของครอบครัวมีมากกว่า ประกอบกับศูนย์ร่มฯ ขาดแคลนคนสานต่อ เธอจึงเปิดใจให้กับสิ่งที่พยายามจะหนีมาตลอดอีกครั้ง

 

อะไรทำให้คุณนกตัดสินใจกลับมาสานต่องานบริหารศูนย์ร่มบ่อสร้าง

“ความคิดเราในตอนนั้นคือการทำร่มคือเชย ล้าสมัย เราก็ไม่อยากทำ แล้วเป็นช่วงที่พี่สาวเขาเรียนจบจากต่างประเทศมาก็เข้ามาช่วยงานคุณพ่อที่ศูนย์ร่มฯ แต่ประจวบว่าธุรกิจไม้ของคุณพ่อที่บ้านถวายกำลังแย่ พี่สาวเลยต้องไปช่วยตรงนั้นจนธุรกิจจากขาดทุนพลิกฟื้นกลับมามีกำไรได้ เราก็เลยมีพี่สาวเป็นตัวอย่างในการเป็นนักบริหาร บวกกับเคยไปออกงานแฟร์แล้วได้คุยกับคุณลุงบูธข้างๆ ที่เป็นเพื่อนคุณพ่อ เขาต้องมาออกบูธเอง เพราะลูกๆ ต่างไปทำงานของตัวเองกันหมด เราเกิดภาพสะท้อนว่าถ้าปล่อยให้พ่อทำงานไปจนแก่ แล้วเราไม่สานต่อจะทำยังไง ไหนจะป้าๆ พนักงานในศูนย์ร่มฯ โดยเฉพาะรุ่นเก่าๆ ซึ่งเป็นกำลังของศูนย์อุตสาหกรรมทำร่ม และเพราะร่มบ่อสร้าง ที่ทำให้ตัวเราและพี่น้อง ได้มีโอกาสทั้งด้านการศึกษา สังคม และอีกหลายอย่างในชีวิต เลยคิดว่า อ่ะ! ลองดู ก็กลับมาช่วย เราเองเคยช่วยงานมาตั้งแต่เด็กๆ ก็คุ้นชิน มีความผูกพันกันมา”

 

เริ่มเข้ามาทำงานบริหารตั้งแต่เมื่อไหร่?

“ถ้าเข้ามาช่วยงานเต็มตัวก็ประมาณปี 2540 แต่ว่าเราโตมาที่นี่คือพ่อสร้างศูนย์ร่มฯ ตอนเราอายุ 7-8 ขวบ เรียกว่าโตมากับร่มก็ว่าได้ เราก็ลูกพ่อค้าทั่วไปนั่นล่ะ เช้ามาก็ต้องตื่นมาช่วยพ่อแม่ทำงาน เลยได้หยิบจับมาตลอด จนโตเข้ามหาวิทยาลัย เราไปเรียนตามที่ตัวเองชอบ ก็ห่างๆ ไปหน่อย แอบอยากคิดไปเป็นลูกจ้างคนอื่นเพราะคิดว่าสบายกว่า แต่สุดท้ายหนีไม่พ้นกลับมาเป็นทั้งลูกจ้างและนายตัวเอง จึงกลับมาช่วยดูแลอยู่ดี พอเราโตมาแบบนี้ มีความผูกพันกับการทำร่ม การบริหารของเราเลยจะไม่ใช่แบบเจ้านายลูกน้อง เพราะพนักงานทุกๆ คนก็เหมือนญาติผู้ใหญ่ เราก็ให้ความเคารพเขา เขาก็สอนงานเรา ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ แลกเปลี่ยนกันไป”

 

ตอนเข้ามาทำงานบริหารแรกๆ อยากให้ร่มบ่อสร้างเป็นอย่างไร?

“สมัยนั้นเราเริ่มสนุกกับการเล่นคอมพิวเตอร์ ใช้โปรแกรมดอส (DOS : Disk Operating System) เห็นเขาใช้บาร์โค้ดติ๊ดๆ เพื่อคิดเงิน แล้วตัดสต๊อกอัตโนมัติ เห็นว่าการเก็บข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการบริหาร เราก็อยากให้ที่ศูนย์ร่มฯ ใช้ระบบแบบนั้นบ้าง นี่คือความฝันเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วเลยนะ อยากให้ร้านของเราทันสมัย คือเรามองเรื่องการสต๊อกว่าดูทันสมัย มีความน่าเชื่อถือ อยากขายของออนไลน์ อยากขายของผ่านอินเตอร์เน็ต ทั้งๆ ที่เมื่อยี่สิบปีที่แล้วคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักเลยว่าอินเตอร์เน็ตคืออะไร อยากพาร่มบ่อสร้างโกอินเตอร์ (หัวเราะ)

“จากความเป็นคนชอบเที่ยว เรามีโอกาสไปอีเกีย (IKEA) ที่ต่างประเทศ เราได้เห็นว่าอีเกียมีสินค้าจากหลายประเทศมาก อยากให้ร่มของเรามาอยู่ในอีเกียบ้าง อยากเห็นสินค้าของตัวเองกระจายไปทั่วโลก อยากรู้ด้วยว่าเราจะทำได้มั้ย สมัยออกงานแฟร์ใหม่ๆ โดนบูธรอบๆถามว่า จะเอาร่มมาขายใคร ใครจะซื้อ แต่เรารู้ว่ามันขายได้ แล้วก็ศึกษาตลาดไปพร้อมๆ กับคำถามและความต้องการของลูกค้า ทั้งในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งพัฒนาระบบในองค์กร จนถึงปัจจุบันที่เรากำลังก้าวสู่งานนวัตกรรม

แล้วตอนนี้ล่ะ คิดว่าจะพาร่มบ่อสร้างก้าวไปสู่จุดไหน?

“สิบปีหลังมานี้เริ่มคิดถึงจุดที่อยากพาร่มบ่อสร้างไปสู่จุดที่ไกลกว่าการขาย แต่ก่อนพอเราเริ่มทำส่งออกก็มีความรู้สึกว่าโอเคนะ ก็อู้ฟู่ดี คู่แข่งน้อย แต่ตอนหลังการส่งออกจะเกิดคำว่า FTA (การเปิดเสรีทางการค้า) ที่ส่วนตัวมองว่า จะต้องสร้างกฎเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลการนำเข้ามากกว่า มีการตรวจโรงงานก่อนทำการสั่งซื้อ ตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนส่งออก โดยตัวแทนผู้ซื้อที่จัดจ้างมา ทำให้เราต้องดูแลทั้งเรื่องมาตรฐานโรงงาน รวมทั้งสินค้าอย่างเข้มงวดมากกว่าเดิม เพื่อให้สินค้าได้มาตรฐานตามข้อกำหนด

“อีกอย่างหนึ่งคือการขอขึ้นทะเบียน ร่มบ่อสร้าง เพื่อเป็นทรัพย์สินทางปัญญาด้านภูมิศาสตร์ (Geographical Indications, GIs) เป็นการจุดประกายให้เราอยากรักษาร่มบ่อสร้างไว้ เป็นมรดกของชุมชน คือเมื่อหลายปีก่อนเราอ่านเจอเรื่องของ WTO และได้มีการพูดถึงทรัพย์สินทางปัญญาไว้ ทีแรกก็ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่ เพราะมักจะคิดเสมอว่า คำว่าทรัพย์สินทางปัญญา คือสิ่งที่คิดใหม่แบบ Intellectual Property (IP) แต่สิ่งที่จำได้แม่นเลยในบทความนั้น คือ คุณศุภชัย พานิชภักดิ์  ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก ในตอนนั้น ได้กล่าวไว้ว่า ทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วยภูมิปัญญาและสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิ ฯลฯ แต่ที่กระทบสายตาที่สุดเลยคือคำว่า ร่มบ่อสร้าง นี่แหละ เลยทำให้บากบั่นต่อสู้ทำเรื่องร่มบ่อสร้าง ให้เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ของชาวอำเภอสันกำแพงและอำเภอดอยสะเก็ด ระยะเวลาในการขอก็เริ่มตั้งแต่ปี 2548 และร่มบ่อสร้างได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2551

“ซึ่งเหล่านี้นำพามาสู่ก้าวต่อไปที่คิดไว้คือการสร้างโรงเรียนทำร่ม สร้างตารางโปรแกรมการทำร่ม หรือแม้กระทั่งทำ Home School ให้ชาวไทยและชาวต่างชาติที่สนใจในการทำร่มมาอยู่กินนอนที่นี่เลย ก็เป็นความใฝ่ฝันว่าอยากจะสร้างคนทำร่มรุ่นใหม่ๆ เพื่อต่อลมหายใจของร่มบ่อสร้างให้อยู่คู่เชียงใหม่ต่อไปอีกนานที่สุดเท่าที่จะทำได้”

 

ปัญหาของร่มบ่อสร้างในตอนนี้มีอะไรบ้าง?

“ไปที่เรื่องการส่งออกก่อนเนอะ ทุกวันนี้เศรษฐกิจโลกก็ไม่ดี การส่งออกค่อนข้างจะยาก ยิ่งสินค้าของเราไม่ใช่สินค้าที่จำเป็น ก็จะขายยากไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเราต้องเบนเข็มสินค้าของเราให้เป็นงานคอลเล็คชั่น เป็นของสะสม โปรดักค์ระดับพรีเมียม เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของผู้ใช้งาน ทั้งผู้ให้และผู้รับ และอีกสิ่งหนึ่งในเรื่องของการท่องเที่ยว วันนี้คนที่มาชมโรงงานของเราคือคนที่อยากเห็นการทำร่มจริงๆ มาดูกระบวนการผลิตร่มที่ยังใช้ช่างฝีมือ ใช้วัตถุดิบ และกระบวนการทำแบบดั้งเดิม เราเชื่อว่าถ้านักท่องเที่ยวมาดูแล้วประทับใจ เขาก็จะซื้อสินค้าเรากลับไปเอง

“สุดท้ายเราคิดว่าควรพัฒนาคนเป็นอย่างแรก พอเราเข้ามารับช่วงต่อจากคุณพ่อก็ต้องปรับตัวเข้าหากันด้วย ทั้งวิธีคิดของเรา วิธีคิดของพ่อ และวิธีคิดของพนักงาน เพราะฉะนั้นต้องหาบุคคลภายนอก (Outsource) ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ข้างนอกมาปรับทัศนคติของทุกคนให้อยู่ร่วมกันได้ แล้วเราก็นำเรื่องของการตลาดส่งออกเข้ามา ซึ่งจะมีเรื่องการพัฒนารูปแบบสินค้าและผลิตภัณฑ์ มาตรฐานสินค้าและการทำงาน เรื่องไทม์มิ่ง (Timing) ส่วนในเรื่องของความสะอาด, วินัย หรืออะไรต่างๆ ก็นำมาปรับเข้าหากันหมด เพราะว่าเราเป็นสินค้าหัตถกรรม เพราะฉะนั้นการพัฒนาคนคือเรื่องสำคัญ”

 

วิธีการพัฒนาบุคลากรในแบบของคุณนกเป็นอย่างไร?

“พนักงานของเราคือครอบครัว งานของเราคืองานบริการ ซึ่งบางครั้งมุมมองของพนักงานเขาก็อาจจะมองเหมือนชาวบ้านทั่วไปว่า ‘ก็รู้หมดแล้ว’ การที่เราจะไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เขาเคยชินก็เป็นเรื่องยากเหมือนกัน ทำให้เราต้องเข้ามาดูแลเองในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการบริการ งานบริการ หรือแม้กระทั่งการตลาด เราเลยต้องหาวิธีพัฒนาทักษะให้เขา ทั้งส่งไปอบรม หรือแม้แต่พาออกนอกพื้นที่ไปดูงานที่อื่น ฝ่ายขายต้องสามารถวิเคราะห์จุดแข็ง และจุดอ่อน ของสินค้าเราได้แล้วนำมาศึกษาเพื่อปรับปรุงไปพร้อมๆ กัน ซึ่งสิ่งเฉพาะหน้าและง่ายที่สุด คือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ก่อน และต่อมาเรื่องบรรจุภัณฑ์ ยอมรับว่าที่โรงงาน เราไม่ได้รับพนักงานที่จบสูง แต่จะเน้นพนักงานที่มาจากคนในชุมชน และนำมาฝึกฝน เรียนรู้ และพัฒนาตัวเองในที่ทำงาน

ผลิตภัณฑ์ร่มของทางศูนย์ร่มฯ มีความแตกต่างจากร่มที่อื่นอย่างไร

“ร่มก็คือร่มเนอะ คอนเส็ปท์ของเราคือเอาของเก่ามาเล่าใหม่ อย่างเมื่อก่อนในบ่อสร้างจะทำโครงร่มไม้ไผ่ล้วนๆ และมีสนด้ายนิดเดียว แต่เดิมช่างทำร่มบ่อสร้างเขาจะสนด้ายอลังการมาก เพราะแต่ก่อนร่มทำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา หรือทำสำหรับให้เจ้านายใช้ แต่ระยะหลังการทำร่มจะทำเพื่อประโยชน์ใช้สอยทั่วไป ราคาย่อมเยา รายละเอียดต่างๆ ก็เลยถูกลดทอนลงไป กลายเป็นร่มเชิงพาณิชย์ เราก็ดึงตรงนั้นกลับมา ให้ป้าๆ เขาได้นำภูมิปัญญามาสานต่อสู่คนรุ่นหลัง และก็สร้างจุดขายให้กับร่ม ตอนนั้นจังหวะเราดีด้วย พอเริ่มหาข้อมูลเรื่องสนด้ายร่ม ป้าในโรงงานก็บอกว่าแต่ก่อนเคยเห็นคนแก่สมัยก่อนทำ แล้วเขาก็ไปได้โครงร่มที่บ้านมาเป็นตัวอย่าง แต่หลายคนอาจจะจะสับสนระหว่างร่มบ่อสร้างและร่มแม่วางอยู่บ้าง ซึ่งร่มแม่วางจะได้รับอิทธิพลมาจากทางพม่า ดังนั้นหากดูรูปทรง และจำนวนซี่โครงร่ม แม้กระทั่งเทคนิคบางอย่าง ทำให้ร่มออกมาแตกต่างกันในรายละเอียด”

ลวดลายบนร่มได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

“ตอนเราไปเข้าโครงการ Lanna Collection กับทาง สวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ NSTDA)เขาจัดทำโครงการร่วมกับคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ได้ไปเที่ยวชมวัดเก่าแก่หลายแห่ง อาทิ วัดต้นเกว๋น พอได้ศึกษาความเป็นมาของวัด  ได้เห็นลวดลายภายในอุโบสถก็อยากนำมาใช้กับร่มบ้าง แล้วเล่นกับสีของล้านนาคือ ดำ แดง ทอง คือตัวร่มใช้สีแดงหรือสีดำ แล้ววาดลวดลายด้วยสีทอง พอทำออกมาปรากฎว่าขายได้ จากนั้นก็ลองใช้สีอื่นๆ ด้วย เพียงแต่ยังคงลวดลายที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวัดและสถานที่สำคัญต่างๆ โดยให้ช่างเขียนร่มของเราเขาจำลองภาพออกมาตามความถนัดของเขาคือเป็นภาพสองมิติ แบบ Folk Art หรืองานศิลปะแบบพื้นบ้าน โดยใช้พู่กันแบนจุ่มสองสี แล้ววาดออกมา รูปบนร่มของเราจึงเน้นวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน รูปต้นไม้ ดอกไม้ รวมทั้งลวดลายที่สะท้อนความเป็นล้านนา”

เป้าหมายของการทำร่มบ่อสร้างของคุณนกคืออยากอนุรักษ์รูปแบบดั้งเดิมต่อไปหรือพัฒนาในรูปแบบที่ทันสมัย

“ภูมิปัญญาดั้งเดิมก็ยังมีอะไรที่น่าค้นหา แต่ในส่วนของการพัฒนาให้ร่วมสมัยก็ทำค่ะ ตอนนี้เราก็มีร่มนาโน (NANO) พัฒนาร่วมกับ สวทช. โดยการนำเทคโนโลยีนาโนมาเคลือบลงบนผ้าสำหรับหุ้มร่มให้มีคุณสมบัติสามารถกันฝน ป้องกันยูวี ยับยั้งแบคทีเรีย และยืดอายุของร่มให้ใช้งานได้นานขึ้น แต่ยังคงกลิ่นอายความเป็นล้านนาเอาไว้ การนำนวัตกรรมนาโนมาใช้กับร่มก็จะช่วยให้ลดต้นทุนในการเคลือบร่มลง เพราะผ้านาโนกันน้ำอยู่แล้ว และทำให้ร่มไม่มีกลิ่นด้วย”

สำหรับคุณนก คิดว่าอะไรคือจุดแข็งที่ทำให้ศูนย์ร่มฯ อยู่มาได้นานกว่าสี่สิบปี

“จุดแข็งคือ การเป็นโรงงานหัตถกรรมแบบเปิดสำหรับการศึกษาดูงาน และการท่องเที่ยว เราเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ว่าถ้าจะขายสินค้าให้ได้ราคาดีต้องสร้างมูลค่าในเรื่องของคุณค่า แล้วคุณค่าเหล่านี้จะทำให้เกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เคยมีไกด์วิ่งเข้ามาตามบอกว่ามีลูกค้าร้องไห้อยู่ข้างนอกโรงงาน เราก็ไปถามว่าเขาเป็นอะไร เขาบอกว่าซาบซึ้ง ไม่คิดว่าจะมาเห็นของจริง เขาคิดว่าโดนหลอกขายทัวร์ เขาไม่คิดว่าประเทศไทยหรือบนโลกนี้จะมีงานหัตถกรรมให้เขาได้เห็นแบบนี้จริงๆ

“แล้วเราก็ไม่เก็บค่าเข้าชมด้วย ลูกค้าก็ถามว่าทำไมคุณไม่เก็บ แล้วคุณจะเลี้ยงตัวเองได้ยังไง เราก็บอกว่าช่วยชื้อร่มสิ เราอาจจะแพงกว่าข้างนอกนะ แต่ว่าเรารักษาไว้ เรามีให้คุณดูทุกวัน เราทำจริงๆ เราไม่ได้เป็นการแสดง เราคือโรงงานเปิด ที่คุณสามารถเข้ามาเห็นวิถีชีวิต เห็นกรรมวิธีการผลิตที่เราไม่มีคำว่า Secret เพราะสิ่งที่เราทำออกมาจากใจ มาจากประสบการณ์ ถ่ายทอดกันมาจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ”